คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง(อนาถบิณฑิกเศรษฐี)

ที่มา: http://www.watprokfa.com

Smileyคุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

1.เป็นผู้ที่มั่นคงในการทำบุญ

ท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบทำบุญกุศลโดยเฉพาะให้ทานและฟังธรรมเป็นประจำ แม้บางครั้งชีวิตจะตกอับเพราะสูญเสียทรัพย์ไปจำนวนมากก็ตาม ก็ยังไม่ยอมเลิกหรือลดการให้ทานแต่อย่างใด

2.เป็นทายกตัวอย่าง

ท่านตระหนักดีว่าหน้าที่ของชายพุทธคฤหัสถ์ คือ การอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ จึงตระเตรียมจัดอาหารเพื่อพระสงฆ์ไว้ที่บ้านเสมอ ท่านจะไปวัดวันละสองครั้งคือเช้าและเย็น นอกจากนี้ท่านอนาถบิณฑิกะยังชักชวนชาวบ้านให้ทำบุญกุศลด้วย บ้านใดทำบุญให้ทาน ท่านก็จะไปร่วมอนุโมทนา หรือให้คำแนะนำให้เจ้าภาพจัดการให้ถูกต้องอีกด้วย นับว่าเป็นทายกที่เป็นแบบอย่างที่ดีคนหนึ่ง

3.เป็นพ่อที่ดีของลูก

ท่านรักลูกทุกคนเสมอกัน เมื่อลูกสาวทั้งสามคนถึงวัยที่มีเหย้ามีเรือน ท่านก็จัดการแต่งงานให้กับคู่ครองที่เหมาะสม และคอยพร่ำสอนให้ลูกทุกคนเป็นคนดีศีลธรรมและให้ทานเหมือนท่าน โดยให้มอบหมายให้ลูกสาวรับหน้าที่จัดการเรื่องถวายทานแด่พระสงฆ์เป็นประจำ ดังกล่าวข้างต้น

4.เป็นผู้มีความตั้งใจแน่วแน่

เมื่อท่านยากจนลงเพราะดำเนินธุรกิจผิดพลาด ท่านก็ไม่เลิกทำบุญให้ทาน เคยกระทำอย่างใดก็กระทำอย่างนั้น แม้ว่าภัตตาหารที่ถวายพระในช่วงตกอับนี้จะไม่ประณีตหรือดีเหมือนเดิม แต่ท่านอนาถบิณฑิกะมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำบุญ

___________________________________________________________________________________________________________________

Smileyที่มา:วิทย์ วิศทเวทย์และเสฐียรพงษ์ วรรณปก.หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.กรุงเทพฯ:อักษรเจริญทัศน์ อจท.พิมพ์ครั้งที่ 13,มปพ.

โพสท์ใน อนาถบิณฑิกเศรษฐี | แสดงความคิดเห็น

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง(นางวิสาขา)

Smileyคุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง

ที่มา:http://board.postjung.com/m/690695.html

1.มีคารวธรรมอย่างยิ่ง

นางวิสาขามีความเคารพเชื่อฟังบิดามารดา และผู้ใหญ่ในตระกูลอย่างดียิ่ง ดังจะเห็นได้จากการน้อมรับโอวาท 10 จากบิดาก่อนแต่งงาน

2.เป็นผู้มีปัญญาและมีกุศลโลบายในการแนะนำคนเข้าหาพระธรรม

มิคารเศรษฐีนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ(นับถือลัทธิอื่นจากพุทธศาสนา)นางวิสาขาเห็นว่าเศรษฐีเชื่อถือลัทธิพระเปลือยกายอันงดงาม จึงพยายามหาทางชี้แนะพ่อสามี เนื่องด้วยนางเป็นคนฉลาดจึงมิได้หักหาญหรือชี้แนะตรงๆ รอจนได้จังหวะเหมาะสม นางก็ได้มีโอกาสชี้แจงจนกระทั่งเศรษฐีเข้าใจ และหันมานับถือพุทธศาสนา

3.จริงใจต่อเพื่อนและช่วยเหลือเพื่อนเสมอ

แม้ว่านางจะเป็นคนร่ำรวยแต่นางก็ไม่ทิ้งสตรีเพื่อนคนอื่นๆ ที่มีฐานะไม่ดีเท่ากับนาง เมื่อมีโอกาสก็พยายามช่วยเหลือพวกเธอเสมอ

Smileyที่มา:วิทย์ วิศทเวทย์และเสฐียรพงษ์ วรรณปก.หนังสือเรียนพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.กรุงเทพฯ:อักษรเจริญทัศน์ อจท.พิมพ์ครั้งที่ 13,มปพ.

โพสท์ใน นางวิสาขา | แสดงความคิดเห็น

อัมพชาดก

เหตุเกิดจาก…

อัมพชาดก

ที่มา: 64-buddhist-plant-project.blogspot.com

Smileyพระเทวทัตกล่าวว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า พระสมณโคดมมิใช่อาจารย์ ไม่ได้บวชให้เรา เมื่อกล่าววาจาเช่นนั้น ก็เสื่อมจากฌาน เมื่อเดินทางมากรุงสาวัตถี ก็ถูกธรณีสูบอยู่ภายนอกสวนเชตวัน ไปเกิดอยู่ในนรกอเวจี แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็เคยกระทำเช่นนี้มาแล้ว ดังนิทานอดีตชาตินี้

ในอดีตกาลนานแสนนานมาแล้ว…

Smileyสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์อยู่ที่กรุงพาราณสี มีตระกูลปุโรหิตตระกูลหนึ่ง ถูกเชื้ออหิวาตกโรคแพร่ระบาดตายแทบยกตระกูล มีเพียงบุตรชายคนเดียวที่รอดมาได้ จึงออกจากเรือนไปเรียนอยู่ที่ตักศิลากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมื่อเรียนจบก็ออกท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนมาถึงหมู่บ้านจัณฑาล ณ หมู่บ้านจัณฑาลนี้ มีชายผู้เฉลียวฉลาดอยู่คนหนึ่ง รู้วิธีการที่จะทำให้มะม่วงสามารถออกผลนอกฤดูกาลได้ เช้าตรู่ท่านก็จะออกจากบ้านไปยังต้นมะม่วงใหญ่ในป่า หยุดยืนอยู่ที่ระยะ ๗ ก้าว แล้วสาดน้ำไปยังต้นมะม่วงหนึ่งซองมือ แล้วใบแก่ๆ ก็ร่วงหล่นลงจากต้น ผลิใบอ่อน แล้วก็ออกดอก เมื่อดอกร่วงโรยผลมะม่วงก็โตขึ้น เมื่อสุกก็มีรสหวานอร่อยเหมือนมะม่วงทิพย์ ชายผู้ฉลาดก็เก็บมะม่วงนั้นมากินจนอิ่มหนำสำราญดีแล้วจึงเก็บใส่หาบไปขาย

Smileyบุตรชายปุโรหิต ขณะเดินชมตลาดก็เห็นมะม่วงนี้วางขายอยู่นอกฤดูกาลก็แปลกใจ รู้ว่าชายผู้นี้คงมีมนต์เป็นแน่ จึงแอบติดตามไป จนรู้จักบ้านแล้วก็เฝ้ารอจังหวะที่ชายผู้นั้นออกจากบ้านแล้วจึงเข้าไปที่ เรือนแล้วแสร้งถามภรรยาท่านว่า

“อาจารย์ไปไหนรึขอรับ”
“เข้าไปในป่าจ๊ะ พ่อหนุ่มมานั่งรออยู่ที่นี่เถิด”
“ขอบคุณขอรับ ผมยืนอยู่ตรงนี้ได้ครับ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ยืนรออยู่ที่หน้าบ้าน

เมื่อเห็นจัณฑาลผู้ฉลาดกลับมาก็รีบเข้าไปรับหาบมะม่วง เอามาวางไว้ในบ้าน จัณฑาลผู้ฉลาดนั้นเมื่อเห็นชายหนุ่มก็รู้ทันที จึงพูดกับภรรยาว่า
“เธอจ๋า ชายหนุ่มผู้นี้ มาเพื่อต้องการมนต์ของเรา แต่เขาเป็นอสัตบุรุษ มนต์จะไม่อยู่กับเขา”
ส่วนชายหนุ่มนั้นคิดว่า ถ้าเราทำดีดูแลรับใช้ สักวันท่านคงจะให้มนต์แก่เรา จากนั้นมาชายหนุ่มก็ดูแลรับใช้ทำงานบ้านให้ทุกอย่าง
คืนหนึ่งจัณฑาลผู้ฉลาดก็บอกกล่าวว่า
“เธอเอ๋ย เธอจงไปหาอะไรมาหนุนเท้าเตียงสักหน่อยเถิด”
แต่ชายหนุ่มหาอะไรไม่ได้เลย จึงเอาเท้าเตียงวางบนขาตัวเองอยู่ตลอดทั้งคืน

Smileyครั้นต่อมาภรรยาของจัณฑาลคลอดบุตร ชายหนุ่มนั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์จึงช่วยทำพิธีกรรมให้
ภรรยาเห็นความดีความชอบที่ชายหนุ่มอุตส่าห์พากเพียรปฏิบัติตลอดมาจึงกล่าวกับสามีว่า
“เธอจ๋า ชายหนุ่มผู้นี้เกิดมาในตระกูลดี แต่ยินยอมรับใช้เราที่เป็นจัณฑาล แม้จะเพียงเพื่อมนต์ก็ตาม ไม่ว่าต่อไปเขาจะรักษามนต์ไว้ได้หรือไม่ ท่านจงให้มนต์แก่เขาเถิด”
“จ๊ะ ถ้าเช่นนั้นฉันจะให้มนต์แก่เขา” ว่าแล้วก็เรียกชายหนุ่มมาแล้วบอกว่า
“พ่อหนุ่มเอ๋ย เราจะให้มนต์แก่เจ้า มนต์อันมีคุณค่ามหาศาล เมื่อเจ้าได้ไปแล้ว ได้ใช้ประโยชน์จากมนต์แล้ว เมื่อมีผู้ใดถามถึงมนต์นี้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชาหรือมหาอำมาตย์ หากถามว่าใครเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าจงบอกตามตรง หากเจ้าอายที่จะบอกว่าคนจัณฑาลเป็นอาจารย์ของเจ้าแล้วกลับบอกเป็น พราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่เจ้าแทน เมื่อนั้นมนต์ก็จะเสื่อม”

“ขอรับอาจารย์ ทำไมผมจะบอกไม่ได้เล่าว่าท่านเป็นอาจารย์ ในเมื่อท่านมีบุญคุณต่อผมถึงเพียงนี้ ผมแม้ไม่ได้อยู่ดูแลรับใช้อีกก็จะเทิดทูนอาจารย์อยู่เสมอ”
แล้วชายหนุ่มก็ลากลับกรุงพาราณสี จากนั้นก็ใช้มนต์นี้เสกมะม่วงขายจนร่ำรวย อยู่มาวันหนึ่งคนสวนของพระราชาไปเดินตลาด เห็นมะม่วงทั้งสวยทั้งน่ากินจึงนึกแปลกใจ “เอ๊ะ นี่ไม่ใช่ฤดูที่มะม่วงจะออกดอกออกผลนี่น่า ไฉนจึงมีหนุ่มน้อยนี้มานั่งขายมะม่วงทั้งสวยทั้งน่ากินขนาดนี้ เราซื้อไปถวายพระราชาดีกว่า”
ผ่ายพระราชาเมื่อเห็นมะม่วงนอกฤดูกาลก็นึกแปลกใจ เมื่อได้เสวยแล้วก็ยิ่งแปลกใจเป็นอันมากจึงถามขึ้นว่า
“เอ๊ะ นี่ไม่ใช่ฤดูมะม่วงนี่ แต่มะม่วงนี้กลับทั้งหวาน อร่อยอย่างยิ่ง เจ้าไปได้มาจากไหนหรือ”
“กระผมซื้อมาจากชายหนุ่มผู้หนึ่งขอรับ มานั่งขายอยู่ที่ตลาด”
“ไปบอกเขาว่า ต่อไปให้นำมาขายที่นี่” พระราชาสั่ง
หลังจากนั้น ชายหนุ่มจึงนำมะม่วงเข้าไปขายในวังจนร่ำรวยมาก วันหนึ่งพระราชาก็ถามเขาว่า
“เจ้าหนุ่ม เจ้าเอามะม่วงมีแสนอร่อยนี้มาจากไหนหรือ ก็นี่มันไม่ใช่ฤดูกาลไม่ใช่รึ นาค ครุฑ หรือเทพเจ้าองค์ใดให้เจ้ามา หรือว่าเกิดจากมนต์”
“มิได้มีผู้ใดให้มาขอรับ แต่เกิดจากมนต์ขอรับ” ชายหนุ่มตอบ
“อืม เจ้าจะแสดงให้เราดูได้ไหม”
“ได้ขอรับ พรุ่งนี้กระผมจะแสดงให้ดูขอรับ”
Smileyแล้ววันรุ่งขึ้นทั้งหมดก็พากันไปยังอุทยานของพระราชา เลือกหาต้นมะม่วงที่สมบูรณ์ แข็งแรงต้นหนึ่ง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มร่ายมนต์อันน่าอัศจรรย์ พระราชาจึงประทานทรัพย์ให้เป็นอันมาก แล้วถามว่า

“มนต์อันน่าอัศจรรย์นี้ เจ้าเรียนมากจากไหนหรือ”
แต่ชายหนุ่มอายที่จะบอกว่าตัวเองเรียนมาจากสำนักคนจัณฑาล คิดว่าเราสามารถใช้มนต์อันนี้คล่องแคล่วแล้ว มนต์คงไม่เสื่อมหรอก จึงบอกไปว่า
“กระผมเรียนมากจากสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ จากเมืองตักศิลาขอรับ”
เมื่อชายหนุ่มพูดออกไปอย่างนั้นก็เท่ากับดูถูกอาจารย์ของตน มนต์จึงเสื่อมไป วันต่อมาเมื่อร่ายมนต์อีกก็ไม่เกิดอะไรขึ้น พระราชาแปลกใจมากจึงถามว่า
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าหนุ่ม ทำไมวันนี้จึงไม่มีมะม่วงล่ะ “ ชายหนุ่มจำต้องยอมรับว่า
“กระผมได้มนต์มาจากคนจัณฑาลขอรับ ท่านได้กำชับว่า ถ้าหากใครถามถึงอาจารย์ให้ตอบไปตามตรงไม่เช่นนั้นมนต์จะเสื่อม แต่เมื่อวานกระผมผิดคำพูดที่ให้ไว้กับอาจารย์ มนต์จึงเสื่อมไปขอรับ”

พระราชาฟังแล้วก็โกรธมากจึงตำหนิเขาว่า

“คนเราเมื่อต้องการน้ำหวาน เมื่อได้น้ำหวานจากต้นไม้ใด ไม่ว่าจะเป็น ต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม ต้นทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั้นย่อมสำคัญที่สุด คนเราเมื่อรู้ธรรมจากผู้ใด ไม่ว่าตนผู้นั้นจะเป็นกษัตริย์ก็ตาม แพทย์ก็ตาม ศูทรก็ตาม หรือแม้แต่คนกวาดขยะ คนผู้นั้นก็จะยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเรา สำหรับเจ้าแม้ถือกำเนิดมาจากตระกูลพราหมณ์ แต่กลับดูถูกอาจารย์ที่เป็นคนจัณฑาล เราจะลงโทษเจ้า แล้วไล่เจ้าออกจากเมือง ไปหาอาจารย์ของเจ้า ไปทำให้ท่านพอใจ ถ้าเจ้าได้มนต์อีกจึงกลับมาได้ ไม่เช่นนั้น เจ้ามิต้องเหยียบย่างเข้ามาให้แผ่นดินนี้อีก”

ชายหนุ่มเมื่อถูกเฆี่ยนตีแล้วก็ถูกขับไล่ออกจากเมือง ก็กลับไปหาอาจารย์ เมื่อไปถึงก็กราบขอขมา
“อาจารย์ขอรับ ผมผิดไปแล้ว ผมโกหกว่าอาจารย์ของผมคืออาจารย์ทิศาปาโมกข์มนต์จึงเสื่อม ต่อไปผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว จะไม่โกหก ผมสำคัญผิดคิดว่าที่เสมอ แต่กลับตกหลุมตกบ่อ เหมือนคนตาบอด คิดว่าเชือก จึงเหยียบงู “อาจารย์ให้อภัยผมเถิดนะขอรับ” อาจารย์จึงบอกว่า
“ธรรมดาคนตาบอด เมื่อมีผู้ให้สัญญาณก็สามารถเดินหลบบ่อหลบหลุมได้ นี่เราก็บอกเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว เจ้าจะมาอ้อนวอนขออีกทำไมกัน ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อฟังคำครูบาอาจารย์ เจ้าจงไปเถิด เราจะไม่สอนเจ้าอีก” เมื่อถูกอาจารย์ปฏิเสธ ชายหนุ่มจึงเดินโซซัดโซเซจากไป เดินเข้าไปในป่า ในที่สุดก็ตายอย่างอนาถ

ชายหนุ่มอกตัญญูในกาลก่อนก็คือ พระเทวทัต
พระราชาในกาลก่อน คือ พระอานนท์
ส่วนจัณฑาลผู้ฉลาด คือ เราตถาคตแล.

______________________________________________________________________________________________________________

Smileyแหล่งข้อมูล : 1. 64-buddhist-plant-project.blogspot.com
2.lms.thanyarat.ac.th
3.dmc.tv
4. http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2654

Smileyที่มา:คำค้นหา อัมพชาดก.(ออนไลน์) http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:RgeEaJ4T0C4J:chaiyanann.files.wordpress.com/2010/08/1-e0b8ade0b8b1e0b8a1e0b89ee0b88ae0b8b2e0b894.doc+&cd=8&hl=th&ct=clnk&gl=th,16ก.ย.56.

โพสท์ใน อัมพชาดก | แสดงความคิดเห็น

ติตติรชาดก

(ลำดับอาวุโส)

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า เมื่อคราวเสด็จไปเมืองสาวัตถี ทรงปรารภการห้ามเสนาสนะของพระสารีบุตร
Smileyเรื่องมีอยู่ว่า สมัยนั้นเมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างวิหารเสร็จแล้ว ส่งทูตไปนิมนต์พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ มีพระสงฆ์สาวกแวดล้อมได้เสด็จออกจากเมืองราชคฤห์มารับการถวายวิหาร พวกอันเตวาสิกของฉัพพัคคีย์ภิกษุ เดินทางล่วงหน้าไปถึงกรุงสาวัตถีก่อนใคร แล้วพากันจับจองเสนาสนะเอาไว้ให้พระอุปัชฌาย์และอาจารย์ของตนเอง ทำให้พระสารีบุตรเถระผู้มาถึงทีหลังไม่ได้เสนาสนะ จึงเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ในศาสนานี้ ควรกระทำอภิวาท การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมต่อผู้แก่กว่า ภิกษุควรได้อาสนะเลิศ น้ำอันเลิศ ก้อนข้าวอันเลิศ ตามลำดับผู้ที่แก่กว่า”
แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…

ที่มา:lms.thanyarat.ac.th

Smileyกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสัตว์สามสหายคือ นกกระทา ลิงและช้าง อาศัยต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์ สัตว์ทั้งสามอยู่อย่างไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ไม่เสมอภาคกัน ต่อมาสัตว์ทั้งสามตัวตกลงจะทำความเคารพกันตามความอาวุโส จึงคิดหาวิธีรู้ว่าใครจะเกิดก่อนกัน
อยู่มาวันหนึ่ง สัตว์ทั้งสาม ขณะอยู่ที่ต้นไทรได้ถามกันและกันว่า
” ท่านรู้จักต้นไทรนี้เมื่อไหร่ ?”
ช้างพูดว่า
” สมัยที่เราเป็นลูกช้าง ต้นไทรนี้อยู่ระดับขาอ่อนของเรา เราเห็นมันตั้งแต่เป็นพุ่มไม้ “
ลิงพูดว่า
” เราเป็นลูกลิงนั่งอยู่พื้นดิน ก็เคี้ยวกินหน่อของต้นไทรอ่อนนี้ เราเห็นมันตั้งแต่เป็นต้นเล็ก ๆ อยู่ “
ส่วนนกกระทาพูดว่า
“สหายทั้งสองเอ๋ย เมื่อก่อนต้นไทรใหญ่อยู่ที่โน้น เราไปกินผลของมันแล้วมาถ่ายอุจจาระลงในที่นี้ จึงทำให้มีต้นไทรต้นนี้ขึ้น”
จึงทำให้สัตว์ทั้งสามทราบลำดับอาวุโสของกันและกัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ลิงและช้าง จึงอยู่ในโอวาทของนกกระทา ทำความเคารพยำเกรงกันและกัน
Smileyพระพุทธองค์ เมื่อตรัสอดีตนิทานจบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาว่า
“นรชนเหล่าใด ฉลาดในธรรม นอบน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
นรชนเหล่าใดเป็นผู้ได้รับความสรรเสริญ ในปัจจุบันนี้
และมีสุขคติภพในเบื้องหน้า”

Smileyนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เป็นผู้น้อยควรให้ความเคารพยำเกรงผู้ที่อาวุโสกว่า

_______________________________________________________________________________________________________________
* เรื่องที่ ๗ในกุลาวกวรรค หน้า ๓๕๐-๓๕๔ พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๑
ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)
ที่มา:http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt114.php

โพสท์ใน ติตติรชาดก | แสดงความคิดเห็น

พระโสณะและพระอุตตระ

Smileyไม่ปรากฏชัด จากการศึกษาพบว่า ปรากฏชื่อของท่านทั้งสองในการทำสังคายนาครั้งที่ 3จึงเชื่อว่าท่านทั้งสองอยู่ในช่วงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (สังคายนาครั้งที่ 3 ประมาณปี พ.ศ. 218) ในประเทศอินเดีย

Smileyผลงานที่สำคัญ

พระโสณะและพระอุตตระ เป็นสมณทูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชและพระโมคคัลลสีบุตรได้คัดเลือกให้พระเถระผู้ทรงภูมิธรรมที่สามารถออกไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ พระโสณะและพระอุตตระถูกคัดเลือกให้เป็นพระสมณะทูตคณะที่ 8 และ 9 ดังรายละเอียดปรากฏในพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ดังนี้
พระเจ้าอโศกมหาราช แม้จะทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 3 ของนิกายเถรวาทแต่พระองค์ก็ยังทรงอุปถัมภ์เคารพนับถือสงฆ์ในนิกายอื่น ๆ ด้วย พระสงฆ์นิกายเถรวาทที่ทำสังคายนามีเพียง 1,000 รูป แต่ยังมีพระสงฆ์อรหันตเถระในนิกายอื่นอีกมาก โดยเฉพาะนิกายสราวสติวาทิน (เป็นนิกายย่อยของเถรวาท) พระที่พระองค์ส่งไปทั้ง 9 สายนั้น คงมีหลายนิกาย แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ สายที่ 8 กับสายที่ 9 เป็นสายใต้เป็นพระนิกายเถรวาท ดังนั้น พระโสณะกับพระอุตตระและคณะจึงเป็นเถรวาท ใช้ภาษาบาลีจดจารึกพระไตรปิฏก ปรากฏในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ว่าพระโสณะกับพระอุตตระไปสุวรรณภูมิ ดังคำว่า

(ความว่า พระโสณะและพระอุตตระผู้มีฤทธิ์มาก ไปสู่สุวรรณภูมิ ปราบปรามพวกปีศาจแล้ว ได้แสดงพรหมชาลสูตร)

ตามคัมภีร์สมันตปาสาทิกา กล่าวถึงพระโสณะและพระอุตตระ แสดงอภินิหาริย์ปราบนางผีเสื้อน้ำและทรงแสดงธรรมพรหมชาลสูตร (สูตรว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ ประกอบด้วย ศีลน้อย ศีลกลาง และศีลใหญ่) นั่นคือการประพฤติตนอยู่ในสรณะและศีล มีคนทั้งหลายในสุวรรณภูมิประเทศนี้ได้บรรลุธรรมประมาณ 60,000 คน กุลบุตรออกบวชประมาณ 3,500 คน

แสดงให้เห็นว่า พระโสณะและพระอุตตระ เป็นแบบอย่างของผู้ประพฤติอยู่ในสรณะและศีล จึงสามารถปราบพวกภูติผีปีศาจได้ และมีบทบาทสำคัญต่อการนับถือพระพุทธศาสนาของคนไทยก็คือ นิกายเถรวาท ซึ่งเป็นนิกายที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยให้ความนับถือจนถึงปัจจุบัน

ที่มา:คำค้นหา พระโสณะและพระอุตตระ .(online)http://www.watkhaophrakru.com/webboard/index.php?topic=736.0,วันที่ 16 ก.ย.56

โพสท์ใน พระโสณะและพระอุตตระ | แสดงความคิดเห็น

พระเจ้าอโศกมหาราช…ชาวพุทธตัวอย่าง

Smileyประวัติ

พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร และพระนางสุภัทรา ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 184 เมื่อพระชนมายุได้ 18 พรรษา ได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช เมืองอุชเชนี แคว้นอวันตี

ต่อมาได้อภิเษกกับพระนางเวทิสะมหาเทวี แห่งเมืองเวทิสา และมีพระราชโอรสพระนามว่า มหินทะ (พ.ศ. 204) และมีพระราชธิดา พระนามว่า สังฆมิตตา (พ.ศ. 206) ซึ่งต่อมา ทั้งสองพระองค์นี้ได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา และได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

Smileyผลงานที่สำคัญ

จากหนังสือ “จารึกอโศก” ของพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) 2516 ได้กล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราชไว้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะ ครองราชสมบัติ ณ พระนครปาฎลีบุตร ตั้งแต่ พ.ศ. 218 ถึง พ.ศ. 260 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชมพูทวีป และเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถมภ์ภกที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา เมื่อขึ้นครองราชย์ได้ 8 พรรษา ได้ทรงกรีฑาทัพไปปราบแคว้นกลิงคะ ซึ่งเป็นชาติที่เข้มแข็ง แม้จะทรงมีชัยขยายดินแดนแห่งแว่นแคว้นของพระองค์ออกไป จนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอินเดีย เทียบได้กับประเทศอินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศปัจจุบันรวมกัน แต่ก็ทรงสลดพระทัยในความโหดร้ายทารุณของสงครามเป็นเหตุให้ทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา และทรงดำเนินนโยบายทะนุบำรุงพระราชอาณาจักร และเจริญพระราชไมตรีกับนานาประเทศโดยทางสันติตามนโยบายธรรมวิชัย ก่อนแต่ทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนา ทรงปรากฎพระนามว่า จัณฑาโศก คือ อโศกผู้ดุร้าย ครั้นหันมาทรงนับถือพระพุทธศาสนา และดำเนินนโยบายธรรมวิชัยแล้วได้รับขนานพระนามใหม่ว่า ธรรมาโศก คือ อโศกผู้ทรงธรรม

พระราชกรณียกิจของพระเจ้าอโศกมหาราช ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กล่าวเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่ การทรงสร้างมหาวิหาร 84,000 แห่ง เป็นแหล่งที่พระภิกษุสงฆ์ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย บำเพ็ญสมณธรรม และสั่งสอนประชาชน ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 3 และทรงส่งพรเถรานุเถระไปประกาศพระศาสนาในแว่นแคว้นต่าง ๆ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองแพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ และทำให้ประเทศทั้งหลายในเอเซียตะวันออกมีอารยธรรมเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน
ในด้านรัฐประศาสโนบาย ทรงถือหลักธรรมวิชัยมุ่งชนะจิตใจของประชาชน ด้วยการปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดเอาประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง ส่งเสริมกิจการสาธารณูปการ ประชาสงเคราะห์ สวัสดิการสังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ทำให้ชมพูทวีปในรัชสมัยของพระองค์เป็นบ่อเกิดสำคัญแห่งอารยธรรมที่แผ่ไพศาลมั่นคง พระนามของพระองค์ดำรงอยู่ยั่งยืนนานและอนุชนเรียกขานด้วยความเคารพเทิดทูน เหนือกว่าปวงมหาราชผู้ทรงเดชานุภาพพิชิตแว่นแคว้นทั้งหลายได้ด้วยชัยชนะในสงคราม

พระราชจริยาวัตรของพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นกัลยาณจารีตอันมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่สมัยต่อ ๆ มาที่นิยมทางสันติ และได้รับสมัญญาว่าเป็นมหาราช ทรงนับถือเป็นแบบอย่างดำเนินตามโดยทั่วไป ซึ่งพระราชจริยาวัตร และพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอโศกมหาราช ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในศิลาจารึก ซึ่งพระองค์ได้โปรดให้เขียนสลักไว้ ณ สถานที่ต่าง ๆ ทั่วจักรวรรดิอันไพศาลของพระองค์ ความที่จารึกไว้เรียกว่า ธรรมลิปิ แปลว่า ลายสือธรรม หรือความที่เขียนไว้เพื่อสอนธรรม ถือเอาความหมายเข้ากรับเรื่องว่าธรรมโองการ ธรรมลิปิที่โปรดให้จารึกไว้เท่าที่พบ มีจำนวน 28 ฉบับ แต่ละฉบับ มักจารึกไว้ในที่หลายแห่ง บางฉบับขุดค้นพบแล้วถึง 12 แห่งก็มี ความในธรรมลิปินั้น แสดงพระราชประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อประชาชนบ้าง หลักธรรมที่ทรงแนะนำสั่งสอนประชาชนและข้าราชการบ้าง พระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญแล้วบ้าง กล่าวโดยสรุป อาจวางเป็นหัวข้อได้ดังนี้ คือ.

Smileyการปกครอง
1. การปกครองแบบบิดากับบุตร โดยมีข้าราชการเป็นพี่เลี้ยงของประชาชน
2. การถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหน้าที่สำคัญที่สุด เน้นความยุติธรรมและความฉับไวในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
3.การจัดให้มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการสั่งสอนธรรม คอยดูแลแนะนำประชาชนในทางความประพฤติและการดำรงชีวิตอย่างทั่วถึง และวางระบบข้าราชการควบคุมกันเป็นชั้น ๆ
4. การจัดบริการสาธารณประโยชน์และสังคมสงเคราะห์ เช่น บ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง ปลูกสวน สงวนป่า โอสถศาลา สถานพยาบาลสำหรับคนและสัตว์

Smileyการปฏิบัติธรรม
1. เน้นทาน คือการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันด้วยทรัพย์และสิ่งของ แต่ย้ำธรรมทาน คือการช่วยเหลือด้วยการแนะนำในทางความประพฤติ และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ว่าเป็นกิจสำคัญที่สุด
2. การคุ้มครองสัตว์ งดเว้นการเบียดเบียนสัตว์ โดยเฉพาะให้เลิกการฆ่าสัตว์บูชายัญอย่างเด็ดขาด
3. ให้ระงับการสนุกสนานบันเทิงแบบมัวเมามั่วสุมรื่นเริง หันมาใฝ่ในกิจกรรมทางการปฏิบัติธรรมและเจริญปัญญา เริ่มแต่องค์พระมหากษัตริย์เอง เลิกเสด็จเที่ยวหาความสำราญโดยการล่าสัตว์ เป็นต้น เปลี่ยนมาเป็นธรรมยาตรา เสด็จไปนมัสการปูชนียสถาน เยี่ยมเยียนชาวชนบทและแนะนำประชาชน ให้ปฏิบัติธรรมแทนการประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ
4. ย้ำการปฏิบัติธรรม ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม เช่น การเชื่อฟังบิดามารดา การเคารพนับถือครูอาจารย์ การปฏิบัติชอบต่อทาสกรรมกร เป็นต้น
5. เสรีภาพในการนับถือศาสนา และความสามัคคีปรองดอง เอื้อเฟื้อนับถือกันระหว่างชนต่างลัทธิศาสนา

Smileyประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาถือว่า สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นสมัยหนึ่งที่พระพุทธศาสนาเจริญสูงสุดในทุก ๆ ด้าน พระเจ้าอโศกมหาราชนอกจากจะทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนา และทรงส่งสมณฑูตไปประกาศพระศาสนาในที่ต่าง ๆ แล้ว ยังได้ทรงสร้างปูชนียสถาน และวัตถุอนุสรณ์ในพระพุทธศาสนามากมาย เช่น ทรงสร้างวิหาร 84,000 แห่ง เจดีย์ 84,000 องค์ ในนครทั้งสิ้น 84,000 นคร อนึ่ง พระองค์ทรงนำเอาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปใช้ในการปกครองประเทศ ทรงสร้างศิลาจารึกแสดงคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาไว้ในที่ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหลักฐานในการศึกษาพระพุทธศาสนาในสมัยของพระองค์เป็นอย่างดี

Smileyที่มา.คำค้นหา พระเจ้าอโศมหาราช.(online)http://www.watkhaophrakru.com/webboard/index.php?topic=736.0.วันที่ 16 ก.ย.56

โพสท์ใน พระเจ้าอโศกมหาราช | แสดงความคิดเห็น

พุทธประวัติฉบับการ์ตูน

    โพสท์ใน การ์ตูนพุทธประวัติ | แสดงความคิดเห็น